แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ life stories แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ life stories แสดงบทความทั้งหมด

ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย‏

0 comments

เด็กน้อยกับต้นแอปเปิ้ล (เอามาจากเมล์)ใช้ความคิดในการอ่าน

ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย

นานมาแล้ว มีต้นแอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง       


และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึง
ชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นี้ทุกๆวัน

 เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิ้ล


 

และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล
เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา

เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว


วันหนึ่ง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า


"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม


"ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว

 ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น" เด็กน้อยตอบ

"ฉันไม่มีเงินจะให้ ....เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ
เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น " ต้นไม้ตอบ

 

เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข

หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย


ต้นไม้ดูเศร้า......


วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา  เขาดูโตขึ้น
ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก

"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม

"ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว

ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง
เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม"



 "ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่... ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ ....เอาไปสร้างบ้าน"  


ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข

อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า....


วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก


"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม


"เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น
ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม"


"ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ เพื่อเธอจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข"
ต้นไม้ตอบ


ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ
เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย


หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา
คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก


                                        "ฉันเสียใจ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว
                                        ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ ....
ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว"



"ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว

ฉันปีนไม่ไหว และฉันก็แก่แล้ว" เด็กน้อยตอบ



"ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย"


"ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว"

"รากของต้นไม้แก่ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนูได้
...... มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน ...หลับให้สบาย....."


เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ ยิ้ม...และน้ำตาไหล........


นี่เป็นเรื่องสำหรับทุกๆคน  ต้นไม้ในเรื่องคือพ่อแม่
เมื่อเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ  เรารักที่จะเล่นกับพ่อกับแม่...
เมื่อเราโตขึ้น  เราทอดทิ้งพ่อ และแม่  และกลับมาหาท่าน
เมื่อเราต้องการบางสิ่งบางอย่าง หรือเมื่อเรามีปัญหา

ไม่ว่าอย่างไร...พ่อ และแม่ของเราก็จะอยู่และให้ทุกสิ่งอย่างที่ท่านทำได้
หวังเพียงเรามีความสุข
 
คุณอาจจะคิดว่า "เด็กน้อย" ในเรื่องโหดร้าย
แต่นั่นคือความจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราทำกับผู้มีพระคุณอย่างไร?

ในตอนจบวัน (ต้องอ่าน)‏

0 comments
ผมมีประสบการณ์หาแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่หลายครั้ง
พบว่าบางทีค่ารักษากับหมอใหม่แพงกว่าหมอที่มีประสบการณ์ยาวนาน
ทั้งที่ขัดกับหลักตรรกที่ว่า หมอที่ทำงานยาวนานน่าจะคิดค่ารักษาแพงกว่า
เหตุผลก็เพราะว่า หมอจบใหม่บางคนเกิดอาการเกร็ง
อาจเกิดความกลัววูบขึ้นมาว่า "จะเกิดอะไรขึ้นหากวินิจฉัยโรคพลาด?"

เมื่อเกร็งก็เกิดความไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยต่ออาชีพของตนก็สั่งให้มี
การทดสอบในห้องแล็บเพิ่มอีกหลายรายการ
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคนไข้ท้องเสียก็สั่งตรวจดูว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด
ทั้งที่คนไข้บอกว่าไม่ได้กินอาหารสกปรกอย่างแน่นอน
ผลตรวจที่ออกมาสรุปว่าท้องเสียไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หากจากความเครียด
เมื่อรวมค่าตัวของหมอใหม่ (ซึ่งไม่สูงนัก) กับค่าตรวจในแล็บและอื่นๆ รวมๆ แล้ว
ก็มากกว่าที่คนไข้ควรจ่ายเมื่อรักษากับหมอที่มีประสบการณ์กว่า

ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการปวดหัวตึบๆ หมอใหม่ก็จัดการส่งผมไปสแกนสมอง
ทั้งที่ผมรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก "เพื่อความชัวร์" หมอว่า
เมื่อเห็นใบเสร็จผมก็เกิดอาการปวดหัวกว่าเดิม

เพื่อนสถาปนิก-ผู้รับเหมาคนหนึ่งบอกผมว่า ในงานทุกชิ้นของเขา จะเจาะจงใช้แต่ช่างชั้นหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช้ 'มือใหม่หัดขับ' เลย ทั้งที่ค่าแรงช่างเก่าแพงกว่า 2-3 เท่า
"ทำไม?" ผมถาม
เขายกตัวอย่างงานปูน ช่างปูนที่เพิ่งทำงานไม่นานค่าแรงต่อวันถูกมาก
แต่เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงใช้ปูนซิเมนต์เปลืองมาก
ทุกครั้งที่ตักปูนมาก่อกำแพงหรือฉาบ ปูนมักหล่นเรี่ยราด ส่วนที่ตักเกินมาก็ปาดทิ้ง
กว่าจะจบงานหนึ่งชิ้น ต้องเสียปูนไปเกินจำเป็น ขณะที่ช่างที่เชี่ยวชาญใช้ปูนเท่าที่จำเป็นเพราะ
แม่นงานกว่า เมื่อคิดรวมดูแล้ว ใช้ช่างเชี่ยวชาญถูกกว่าและได้งานที่ดีกว่า

ในช่วงชีวิตของเรา ต้องพบกับการตัดสินเลือกของสองอย่างที่เลือกยาก
ส่วนมากมักมีเรื่องเงินทองมาเกี่ยว

คนส่วนมากเมื่อเจอกับการตัดสินใจดังกล่าวมักหนีไม่ค่อยพ้นสัจธรรมของ 'เสียน้อยเสียยาก
เสียมากเสียง่าย'

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไปสมัครงานสองบริษัทและได้งานทั้งสองแห่ง แห่งหนึ่ง
ให้เงินเดือนสูง แต่งานจำเจ อีกแห่งหนึ่งเงินเดือนต่ำกว่ามาก แต่งานท้าทาย

หลายคนเลือกเงินเดือนสูงไว้ก่อน เพราะมันทำให้รู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าของ
เรามากพอที่ยอมจ่ายมากๆ

ในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเลือกไปทางซ้ายหรือทาง
ขวา และเป็นการเลือกที่ยากเอาการจะเรียนคณะวิชาที่ทำเงินหรือคณะวิชาที่ชอบ?
จะเลือกคณะที่ดูดังหรือเรียนแล้วดูเก่งกว่าคนอื่น
จะเลือกเรียนเพราะตามใจพ่อแม่หรือเลือกเพราะถนัดและรักงานนั้น
จะเลือกงานที่ให้เงินเดือนมากหรือเงินเดือนน้อย?
จะเลือกผู้หญิงที่ความสวยหรือความเก่ง? ฯลฯ

ฝรั่งมีวลีหนึ่งที่ว่า at the end of the day หมายถึง การวัดผลในตอนจบวัน
เป็นการใช้ชีวิตโดยการมองภาพรวม

จะลงทุนมากหรือน้อย จะทำงานใหญ่หรือเล็ก ไม่สำคัญเท่ากับว่า ในตอนจบวัน
คุณเหลือเงินในกระเป๋าสตางค์เท่าไร ชีวิตคุณว่างเปล่าไหม
อันที่จริงอาจไม่มีใครรักคุณจริง
หรือไม่มีเพื่อนแท้ๆ ให้เชื่อใจจริงๆและรักเราจริงสักคน
คุณอาจอยู่สูงแต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะดีเลิศกว่าคนอื่น
จำไว้ว่าพระเจ้าเค้าไม่ได้ให้อะไรเรามาหมดทุกอย่างหรอก

แม่ค้าขายขนมครกที่ทำงานไปเรื่อยๆ ตลอดวันเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะมี
เงินในกระเป๋ามากกว่าเจ้าของร้านอาหารติดแอร์ฯ ที่ถึงแม้รายได้ต่อวันจะสูงกว่า
มาก แต่ค่าโสหุ้ยก็สูงเช่นกัน

บางทีเมื่อวัดกันที่ 'ในตอนจบวัน' อาจทำให้เราตัดสินใจหลายๆ เรื่องได้ง่ายขึ้น

ในตอนจบวัน แฟนคุณช่วยคุณสร้างเงินหรือถลุงเงิน?
ในตอนจบวัน คุณเก่งกว่าเดิมหรือเปล่า?
ในตอนจบวัน คุณมีความสุขมากกว่าความทุกข์หรือไม่?
และในตอนจบวัน คุณรู้สึกว่าชีวิตในวันนั้นสูญเปล่าหรือไม่?

โดย วินทร์ เลียววาริณ

เรื่องนี้ ซึ้งดีนะ........นี่ไง “สามีของฉัน”

0 comments
ฉันแต่งงานมาแล้ว 5 ปี โดยที่ก่อนแต่งงานนั้นก็ได้เป็นแฟนกันมา 11 ปี
นับว่าเป็นเวลานานมาก 16 ปีที่รู้จักผู้ชายคนนี้
สามีของฉัน เรารู้จักกันในชมรมดนตรีไทยที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
เขาพยายามจะเข้ามาสมัครเรียนขิม แต่มาสมัครได้ 3 ครั้ง ห้องก็ปิดทั้ง 3 ครั้ง
มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินผ่านห้องชมรม ได้ยินเสียงฉันตีระนาด เขาก็เดินเข้ามา
แว่บแรกที่เห็นเขา ฉันรู้สึกเหมือนว่าเคยรู้จักเขาที่ไหนน๊า คิดไม่ออก

สำหรับเขาก็บอกฉันว่าครั้งแรกที่เจอกัน เขารู้สึกรำคาญฉัน คิดแต่ว่า
“เจอ ยัยคนนี้อีกแล้ว” แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน

เวลาผ่านไป จากเพื่อนร่วมชมรม ก็ได้เป็นแฟนกัน
ฉันไม่ได้รักเขาเต็มหัวใจ เพราะเคยอกหักแบบร้ายแรงมาก่อน
ทำให้ขยาดกับรักแบบไม่ลืมหูลืมตา
ฉันเคยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่เสียใจกับความรักอย่างนั้นอีกแล้ว
รักของฉันครั้งใหม่ ต้องเป็นการรักด้วยสมอง ไม่ใช่หัวใจ
ผู้ชายรักแบบนี้ได้
ทำไมฉันจะทำไม่ได้

สามีของฉันเป็นผู้ชายเคร่งขรึม ผิดกับฉันที่เป็นคนเฮฮา
เขาเป็นคนที่คิด คิด แล้วคิด อีกที ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม
ดังนั้น สิ่งที่เขาทำจะได้ผลที่ดีเสมอ
ฉันเป็นคนสะเพร่า ชอบทำของใช้แตกเสียหายประจำเขาก็จะบ่นเล็กน้อย
แต่ก็ก้มหน้าก้มตาซ่อมจนใช้งานได้ใหม่
เรียกได้ว่าไม่เคยต้องจ้าง ช่างซ่อมไฟฟ้า ประปา เลย

สิ่งที่ติดใจฉันตลอดเวลาก็คือ “เขาแต่งงานกับฉันทำไมนะ”

ตอนที่จะตัดสินใจแต่งงานกัน ฉันโดนรบเร้าจากญาติพี่น้อง
ถามกันทุกครั้งที่เจอหน้า “เมื่อไหร่จะแต่งงานสักทีเรา”


เคยโดนแบบนี้ไหม ถามแล้ว ถามอีก
จากแค่คำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ กลับกลายเป็นแรงกดดัน
พ่อแม่ เริ่มถามอีก “เมื่อไหร่จะแต่งงาน เป็นแฟนกันมาตั้ง 10 กว่าปี”
เอ เอาละซิ เขามีการจำกัดกันด้วยเหรอ ว่าห้ามเป็นแฟนกันเกิน 10 ปี
“อายุ 28 แล้วนะ น่าจะแต่งได้แล้ว” คำถามนี้ฉันก็แปลกใจว่า
อะไรเป็นตัวกำหนดให้ผู้หญิงต้องรีบแต่งงานก่อนอายุ 30
คงจะเป็นประเพณีนิยมมั้ง
เอาเถอะ อย่างน้อยคำถามเหล่านี้ไม่ได้กล้ำกลายเขาแม้แต่น้อย
จนฉันทนไม่ไหว ถามเขาว่า “เราจะแต่งงานกันไหม”
“เอาซิ” เป็นคำตอบของเขา

หลังจากนั้น 8 เดือน เราก็แต่งงานกัน ไม่เหมือนในหนังที่เคยดูๆมาเลย
พระเอกต้องหาวิธีขอนางเอกแต่งงาน
แต่สำหรับฉัน เหมือนกับปรึกษากันเรื่องงาน
เฮ้อ...ฉันเก็บความคิดว่า
“เขาแต่งงานกับฉันทำไมนะ” ไว้กับตัวเอง

เขาไม่เคยพูดคำหวานๆ หรือแสดงอะไรให้ฉันประทับใจเลย
ฉันได้แต่คิดว่า เขาคงแต่งกับฉันเพราะเราเป็นแฟนกันมานาน

เพราะเขาเกรงใจพ่อแม่ฉัน
เพราะเขาหาคนอื่นไม่ได้แล้ว (หรือขี้เกียจหา แบบเอาก็เอาวะ)
เพราะเขาคิดว่าฉันเหมาะสม ทั้งทางด้านการศึกษา และครอบครัว
เพราะ... เพราะ... เพราะ... สารพัด
แต่ในสมองฉันไม่มีเหตุผลที่ว่าเพราะเขารักฉัน ทำไมเหรอ

ฉันคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าเขารักเรา
แต่ถ้าเขาไม่พูดออกมาก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง (จริงไหม)
ฉันได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้มาตลอด 5 ปี

เมื่อคืนก่อน ระหว่างดูทีวี ฉันถามเขาว่า
“ถ้าจะต้องให้เลือกว่าใครจะตายก่อน คุณจะเลือกเอาใคร?”

สามีฉันนิ่งเงียบสักพัก คิ้วขมวดเล็กน้อยถามฉันว่า “แล้วคุณคิดยังไง”
ฉันตอบว่า “ขอฉันตายก่อนแล้วกัน ฉันทนเห็นเขาเอาคุณลงโลงไม่ได้หรอก”
“ฉันคงอยู่คนเดียวไม่ได้” นี่คือคำตอบของฉัน

เขานั่งสักพัก แล้วก็พูดว่า “ผมก็คิดเหมือนกัน”
“ผมว่าคุณตายก่อนแหละดีแล้ว”
อ้าว!!! น้ำตาฉันเริ่มปริ่มๆ ด้วยความน้อยใจ

นี่เขาไม่รักเราจริงๆนั่นแหละ หูเริ่มอื้อ แล้วฉันก็ได้ยินเขาพูดว่า

“ผมรู้ว่าผมจะไปตามหาคุณได้ที่ไหน”
“คุณน่ะ ชอบหลงทางทุกที ถ้าคุณไปแล้ว ผมต้องหาทางตามคุณจนได้แหละน่า”
“แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันอีกไง”

เขาพูดจบด้วยรอยยิ้ม และสายตาที่เขามองฉันนั้นอบอุ่นเหลือเกิน
น้ำตาฉันไหล...

“อ้าว ร้องไห้ทำไม ไม่อยากตายก่อนเหรอ”
ฉันไม่ตอบ...
แต่ฉันได้คำตอบที่ติดใจฉันมานานแล้วว่า “เขาแต่งงานกับฉันทำไม”
คืนนั้น ฉันร้องไห้เงียบๆ สามีฉันก็เงียบไม่ถามอะไรอีก
ได้แต่ลูบหัวฉันไปมา หัวใจฉันเต็มตื้น
ไม่ต้องมีคำหวานๆ
มีแต่ความเข้าใจและความผูกพันของคนสองคน

นี่ไง “สามีของฉัน”

สำหรับคู่ที่แต่งงานแล้วขอให้สามีหรือภรรยาเป็นอย่างเรื่องนี้
และถ้ายังไม่แต่งขอให้ได้พบคนที่เป็นอย่างในเรื่องนี้นะ

ใช้ใจมอง "เพื่อน"

0 comments
ใช้ใจมอง "เพื่อน"

คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย ?
ถ้าไม่.. แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ถ้าไม่ แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า " เพื่อน "

....... เพื่อน...……………….
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่ คนแปลกหน้าคนหนึ่ง
เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้นก็กลับกลาย
มาเป็นคนที่เรา "ไว้ใจ "

....... เพื่อน …………………
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ ไม่ว่า สุข ทุกข์ เหงา เศร้า

…….. เพื่อน ..........................
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า
" ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร "


....…... เพื่อน ……......
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล
ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่


........ เพื่อน.....
คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ

...... แต่...... เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน


เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆนี้เป็น เพื่อนตายของเราหรือไม่

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆนี้
เป็นคนที่พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า
คนๆนี้จริงใจกับเราแค่ไหน

ทั้งหมดนี้ เราใช้ " ตา " มองไม่เห็น
...แต่...ทั้งหมดนี้เราใช้ " ใจ " มองเห็นได้

เมื่อบทความ ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ ?
ใช้ตามองเพื่อน หรือ ใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี
จนกว่า...เราจะมีโอกาส รู้จักกับคนนั้น แล้วใช้ ใจ ของเราสัมผัส

การคบใครสักคน คบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์
แต่การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ

วันนี้..... คุณ ใช้อะไร คบเพื่อนของคุณ
อย่าบอกนะว่า คุณก็เป็นคนที่คบเพื่อนแค่ตา......
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง

20 นิสัยยอดฮิตของผู้หญิง

0 comments
20 นิสัยยอดฮิตของผู้หญิง

1. บ้าดูดวง...ถึงจะรู้ว่างมงายก็เหอะ

2. ต่อมน้ำตาตื้น...แค่หนังซึ้ง ๆ เพลงเศร้า ๆ ...น้ำตาก็ทะลักออกมาได้ ไม่ยากเย็น

3. ติดละครซะเหลือเกิน....ละครโปรดมาเมื่อไหร่ นั่งติดทีวี ไม่ไปไหนเลย

4. ปากก็บอกว่า รักเขาคนเดียว แต่ก็ชอบแอบปิ๊งคนอื่นอยู่เรื่อย ๆ เลยเชียว

5. นัดปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงทีไร เม้าท์แตกลืมโลกลืมแฟนได้ทันที

6. กับเขาคนนั้นนะ...ห้ามไปซะหมด ห้ามซื้อโน่น นี่ แต่กะตัวเองสิ เต็มที่ทุกอย่าง

7. ใจลอยอยู่เสมอ ๆ ขับรถไปไหนต่อไหนไม่ผิดกฏจราจรก็ต้องหลงทาง

8. เจออาหารจานโปรดเมื่อไหร่ไม่รู้กริยาหญิงหายไปไหน...ไดอ่ง ไดเอ็ท ไม่สนแล้ว

9. ชอบใช้มารยาหญิง เอาตัวรอด

10. เรื่องนินทา...ขอให้บอกเถอะ...ชอบม๊าาาากกกกกกกกก

11. แกล้งทำตัวเป็นสาวบอบบาง...อยากให้เขาทะนุถนอม

12. ชอบคุ้ยเรื่องเก่าๆ ของคนอื่นมาต่อว่าทุกครั้งที่ขัดใจกัน

13. เจอหนุ่ม ๆ เด็ก ๆ ทีไหร่ ก็ชอบหลอกอายุตัวเองทุกที

14. เห็นของลดราคาเป็นไม่ได้ เหมือนมีแม่เหล็กมาดูด

15. เอาแต่ใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะกับคนพิเศษ โดนขัดใจทีไร กวนโมโหทุกที

16. ขี้หึงได้ทุกสถานการณ์

17. กรี๊ดกร๊าด วี๊ดว๊าย กระตู้วู้
เรียกร้องความสนใจให้เสียงดังเกินเหตุโดยไม่จำเป็น

18. บ้าดารานักร้อง ซื้อเทป ซื้อซีดี
อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ...ทุ่มสุด ๆ เท่าไหร่เท่ากันเลย...

19. เมื่อไหร่ที่อยากอยู่คนเดียวนะ...อย่าได้มายุ่งมาตอแยเชียว

20. ถึงจะเป็นกุลสตรียังงัยก็เหอะ เวลาเจอภาพนู้ดก็ชอบแอบดูเหมือนกันแหละแต่อย่าให้ใครรู้น๊าาา




ปล. มีผู้ชายสักกี่คนที่จะทนผู้หญิงสวยแต่มีครบ 20 ข้อนี้ได้บ้าง?

เพื่อน

0 comments
สันยากับเค้าก่องว่าจาอ่านจนจบบบ
ถ้าสันยาก้ออ่านเร้ยยย
เปิดประตูหัวใจของคุณซิ
มีใครอยู่ข้างในมั่ง
มีพ่อ มีแม่ มีตัวเอง มีแฟน มีกิ๊ก มีคนรัก มีคนที่ชอบ
แล้ว
มีเพื่อนรึเปล่า
เพื่อนคนไหน หลายคน หรือคนเดียว
อย่ายึดติดว่าเพื่อน
จะหมายถึงเพียงคนที่อยู่ห้องเดียวกับเรา
อย่ายึดติดว่าเพื่อน จะหมายถึงเพียงคนที่อยู่ร่วมรุ่นกับเรา
อาจมีเพื่อนรุ่นพี่ ที่ต้องให้ความเคารพ
เพื่อนรุ่นน้อง ที่ต้องคอยเอาใจใส่
คุณ ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากแค่ไหน

เพื่อนที่ปรากฏอยู่ในใจคุณเมื่อเอ่ยคำคำนี้"เพื่อน"

ถึงเวลาจะเปลี่ยนผันไป แต่ว่า
(ชื่อห้อง) ยังเหมือนเดิม
รักกันเท่าใดก็รักเท่านั้น
บางทีอาจรักมากยิ่งขึ้น หรือมากขึ้นไปเรื่อยๆ
จนไม่มีวันสิ้นสุด
หากเราจากกันไป เราจะจำไว้ว่า
มีที่นึง
ที่ทำให้เรารู้จักกัน
ที่แห่งหนึ่งได้ให้ประสบการณ์ดี ๆ กับเรา
ทั้ง ทุกข์ สุข เหงา เศร้า ฯลฯ
ซึ่งที่แห่งนั้นมีทั้ง อาจารย์ เพื่อน รุ่นน้อง หรือรุ่นพี่
หรือใครต่อใคร
และที่แห่งนั้น
ก็จะอยู่ในความทรงจำดีๆของ
พวกเราตลอดไป
ชื่อโรงเรียน
ที่เคารพ
******
คำว่าเพื่อนไม่ได้เพียงแค่รู้จัก
แต่เป็นรัก ความผูกพัน ที่มีเสมอ
ฉันจะไม่ลืม เพื่อนดีดี อย่างเช่นเธอ
ไม่มีทาง
ลืมเกลอ
ที่แสนดี
******
เพื่อนคือ คํา
หนึ่ง ซึ่งสูงค่า
มีที่มา เนิ่นนาน
โบราณเหลือ...

เพื่อนของพริก รับรอง ต้องเป็นเกลือ

เพื่อนของเรือ นั่นหรือ ก็คือพาย

เพื่อนของช้าง ปางไหน ก็ใช้โซ่

เพื่อนของปลา นั้นโอ้โห คือธารสาย

พื่อนแครอท แน่นัก คือกระต่าย

เพื่อนของช้อน คิดสบาย คือถ้วยจาน

เพื่อนของเสือ แน่นอน ว่าคือป่า

เพื่อนของหญ้า คือดิน ทุกถิ่นฐาน


เพื่อนวันนี้ จงเชื่อมั่น คือวันวาน

เพื่อนของฉัน..อ่ะเหรอ คือ เธองัย

มิตรภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องฉลาดต้ององอาจกล้าหาญหรือสะสวย

มิตรที่ดีไม่จำเป็นต้องร่ำรวย&ไม่ต้องหมวยสวยเก๋นักกีฬา

มิตรที่ดีอาจจนก็เป็นได้อาจจะโง่
ขี้อายหรือเหรอหรา

แต่พวกเขาพร้อมช่วยเพื่อนทุกเวลาไม่คิดค่าตอบแทนแต่อย่างไร

เพื่อนจะดีดีที่ใจใช่ใบหน้าอาจเหมือนผ้าที่ดูสวยแต่ขาดได้

ต่างกับเพื่อนดีที่ใจใช่คนร้ายก็เปรียบได้กับผ้าที่ทนทาน

ขอขอบคุณ…ที่ช่วยแต่งแต้มวันหงอยเหงาให้สดใส
ขอขอบคุณ…ที่มอบดอกไม้แห้งน้ำใจให้ฉัน
ขอขอบคุณ…ความผูกพันที่มีให้กัน
ขอขอบคุณ…สายสัมพันธ์แห่งความจริงใจ
ขอขอบคุณ…ความอาทรความห่วงใย
ขอขอบคุณ…ความเข้าใจไม่มีวันล่มสลาย
ขอขอบคุณ…กาลเวลาที่พาเรามาทักทาย
ขอขอบคุณ…สิ่งทั้งหลายที่ทำให้เราเป็นเพื่อน…กัน

คำ…ว่าเพื่อนของฉัน

ว่า…อย่างไรก้อไม่มีวันจางหาย

เพื่อน…ยังคงคิดถึงกันไม่เสื่อมคลาย<

ไม่…เคยจางหายแม้ต้องจากกัน

มี…เวลาที่เราได้พบเจอ

วัน…นั้นเสมอเป็นฝันชั้นสวรรค์

จาง…ไม่หายลบไม่เลือนในใจฉัน

หาย…จากกันแต่เรายังเป็นเพื่อนกันตลอดไป

และคำสุดท้าย
เชื่อ
ว่า เพื่อนทุกคนเคยทำผิดต่อกันแลกัน
แต่มันขึ้นอยู่กับว่าตัวเราน้านจาหั้ยอภัยเพื่อนหรือไม่
ถ้าคิดที่จาอยู่ด้วยมิตรภาพของกันและกันตลอดไป
ท่องเอาไว้
การอภัยหั้ยการดีที่สุด
อีเมลฉบับนี้อยากให้เพื่อนส่งต่อให้เพื่อนเพื่อขอโทษสำหรับสิ่งที่เคยทำผิด
และเพื่อมิตรภาพของเราจาได้อยู่กับมันตลอดไป
ขอโทดน่ะเพื่อนๆ

ความแตกต่างระหว่างมัธยมกับมหาวิทยาลัย

0 comments
เรา...ได้อะไรหลายอย่างจากการเข้าแถว เคารพธงชาติ
แม้...มหาวิทยาลัยจะเปิดเพลงชาติเสียงดังเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังยืนเข้าแถวกันเป็นห้อง

เรา...รู้อะไร หลายอย่างจากกิจกรรมรักการอ่าน
แม้...เราจะจดและบันทึกความรู้ ในมหาวิทยาลัยจะมีมากมายเพียงไหนก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องส่งอาจารย์

เรา... นั่ง กินข้าวด้วยกันที่โรงอาหาร
แม้...โรงอาหารที่มหาวิทยาลัยจะ ใหญ่แค่ไหน
ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเราจะอยู่กันพร้อมหน้า พร้อมตา

เรา...เดินไป เรียนด้วยกัน
แม้...ตึกและห้องเรียนในมหาวิทยาลัยจะหรูหรายิ่ง ใหญ่เพียงไหนก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเราจะนั่งเรียนอยู่ทุกคน

เรา...พูดคุย เสียงดังโหวกเหวกเมื่ออยู่ในห้องเรียน
แม้...ในมหาวิทยาลัยเรา จะพูดคุยเสียงดังเพียงไหนก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนๆ
ทุกคนจะ ได้ยิน

เรา...กลับ บ้านทุกเย็นหลังโรงเรียนเลิก
แม้...บ้านเราจะอยู่ใกล้ มหาวิทยาลัยเพียงไหน
ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนที่อยู่ใกล้ บ้านเราที่สุดจะได้กลับบ้านทุกวัน

เรา...นัดไป เที่ยวกันในวันหยุด แม้...ใกล้ๆ
มหาวิทยาลัยจะมีสถานที่ท่อง เที่ยวมากมายก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะนัดเพื่อนไปได้ครบทุกคน
ถึงแม้กล้อง ดิจิตอลในมือถือเราจะมีความละเอียดสูงสุดถึง 10
ล้านพิกเซล ก็ ไม่ได้ความว่าจะเก็บภาพเพื่อนๆ ได้ทุกคนพร้อมๆ กัน

ถึงทุกคนที่เป็น ' แม่ ' และทุกคนที่มี ' แม่ '

0 comments
หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง
มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ

 ' ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ ' ภรรยาผมว่า

 ' แต่ผมรักคุณนี่ ' ผมเถียง

 ' ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน '

 ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19ปีแล้ว

 เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูก ๆ
ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

 วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง
แม่ถามว่า ' มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ? '

 แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก
หรือเชิญอย่างกระทันหัน

 หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ว่า '
ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคน
 แม่ลูกบ้าง '

 แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า ' แม่ยินดีมากเลยจ้ะ '

 เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็
 สังเกตได้ว่า

 แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

 แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
 พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์

 ' แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ '
แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ

 ' พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย '

 เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม และบรรยากาศก็อบอุ่นสบาย ๆ
มาก ๆ

 แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
 หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่าน

 เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น
เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง

 ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
 ' ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูกฟัง ' แม่ว่า
' งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง ' ผมตอบ

 ในระหว่างมื้ออาหารนั้น
 เราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร -
เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา

 เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

 เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า ' แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ
 แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ '
 ผมตอบตกลง

 ' ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?' ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน

 ' ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย ' ผมตอบ

 ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
 มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย

 หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
 มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า

 ' แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน

 คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน
, รักลูกจ้ะ
'

 วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า ' รัก '
ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน

 ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ
จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ

 เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้

 บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม
 คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป

 บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ
 คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เกต

 บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ
 คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ

 บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง
 คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน

 บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก

คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี

 บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้
 คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข

 บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก
 คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

 บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด
 คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก
หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร

 บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไว้
 คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่ายุวนารี
7คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา

 บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป
 คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่


 บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป
 คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า

 บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้
 คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

 โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น ' แม่ ' และทุกคนที่มี ' แม่ '

เรื่องราวดีๆ ที่อ่านแล ้ว ...ซึ้ง

0 comments
เรื่องราวดีๆ ที่อ่านแล ้ว ...ซึ้ง

 ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
 แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

 วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
 ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
 " ใครขโมยเงินไป " พ่อตวาด
 ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
 พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
 " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ
 ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
 พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
 ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้
 แล้วพูดว่า
 " ผมขโมยเองครับ "
 ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
 พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
 " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
 แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย "

 คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
 หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
 แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
 กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
 น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
 " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
 ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
****
 หลายปีผ่านไป
 แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
 ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

 เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
 เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
 ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
 ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
 คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
 ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดี
 เรียนดีมากนะ"

 แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
 " แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร
 ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน "
 ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
 " ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว "
 พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
 " ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
 พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

 คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
 ทั่วทั้งหมู่บ้าน
 เพื่อขอยืมเงิน
 ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
 " ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
 แต่ในขณะเดียวกัน
 ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
 ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด
 น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
 และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
 ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
 ขณะฉันกำลังหลับ
 " พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
 ผมจะไปหางานทำ
 แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
 ฉันนั่งอยู่บนเตียง
 อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...
 ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .
 ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที
 ไซท์ก่อสร้าง .......
 ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
 อยู่ข้างนอกแน่ะ "
 ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
 ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
 ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
 ...
 ฉันถามเขาว่า
 " ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ "
 น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ
 สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
 ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
 ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
 ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
 และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
 " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
 เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
 จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
 เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ..... เขาติดกิ๊บให้ฉัน
 แล้วพูดว่า
 " ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
 ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
 ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .....
 วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
 ฉันสังเกตเห็นว่า
 หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
 เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
 หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
 " แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
 เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
 แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก
 น้องชายลูกต่างหาก
 วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
 ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
 น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
 ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
 ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
 ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
 ฉันถาม
" ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
 มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
 แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
 และ... "
 น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
 เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
 น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
 หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
 หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
 ...
 แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
 ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
 แต่เมื่อออกไปแล้ว
 ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
 จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
 น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป
 ...
 เขาบอกกับฉันว่า
 " พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
 ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
 สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
 เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
 แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
 เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
 และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
 เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
 ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
 น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
 ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
 ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้
 ดูตัวเองซิ
 เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

 คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
 ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
 " พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ
 ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
 คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
 น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
 ฉันบอกกับน้องว่า
 " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
 " ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
 เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
 เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน
 ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
 " ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
 น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
 และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
 " ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
 เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน
 และเดินกลับบ้าน
 วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
 พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
 และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
 เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
 เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
 ผมสาบานกับตัวเอง
 ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
 และจะทำดีกับเธอ"
 เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
 สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้
 คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ "
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวัน ในชีวิตของคุณและเขา
 คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
 แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
 .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

Miss Call สุดท้าย . . . .‏

0 comments
ก่อนอื่นต้องขออภัย สำหรับเจ้าของต้นเรื่อง  มันอาจตอกย้ำความเจ็บปวดกับคุณในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่เพื่อตอกย้ำคนที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคนให้ หันกลับมาดูคนที่ส่งเสียคุณเลี้ยงดูคุณมาด้วยความเหนื่อยยาก วันนี้เราหันไปเหลียวท่านบ้างหรือเปล่า ก่อนจะไม่มีโอกาสดูแล เมื่อท่านจากเราไปแล้วการจัดงานใหญ่โตมันไม่มีประโยชน์อะไร เวลาท่านอยู่ทำไมไม่ทำ ?
          ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป เรียน เที่ยว นอน กิน ดึกๆผมก็โทรคุยกับแฟนของผม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผมและผมก็เชื่อว่าใครๆเค้า ก็ทำแบบนี้กัน "จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง" "กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้า มั้ยเนี่ย" "รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง " "ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ"  ประโยคต่างๆที่ผมได้คิดและคัดสรร เตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์ ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน
          เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ แม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน "ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง" "เย็นนี้กินข้าวอิ่ม มั้ย" "วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง" "อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ"           โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง
          จนกระทั่งวันนั้น "ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย" "เร็วๆสิ เค้ายังอุตส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ"   ติ๊ดๆ
ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า "Home" "โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย" ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ "และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่"
          หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา "ผม" สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือโทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ คนเดียวในโลกที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ คน  เดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม "และคนเดียวในโลกที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต" ในบางครั้งประโยคที่ว่า "ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว" มันก็ไม่เป็นความจริง"เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว " อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆชั่วโมงคุยกับเธอก็ ทิ้งผมไป วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น  หลายๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรู้ . . . . .  


From ; Fwd Mail

เรื่องของคนเก่งจริง

0 comments
เรื่องนี้..เรื่องของคนเก่งจริง คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง

คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง
อยากให้ทุกคนได้อ่าน..

โดย วินทร์ เลียววาริณ


วันแรกที่เข้าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..ผมพบเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่งเมื่อรุ่นพี่บางคนบอกว่า
"การอดนอนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนในคณะนี้ "
วันสุดท้ายในคณะนี้ ผมพบว่าตั้งแต่เรียนมาห้าปี ไม่เคยต้องอดนอนเลย ยกเว้นเมื่อต้องทำงานกลุ่ม ทั้งนี้มิใช่เพราะผมทำงานเร็วกว่าคนอื่น ... แต่เพราะผมไม่เชื่อในทัศนคตินั้น จึงพยายามพิสูจน์ว่ามันไม่จริง และพบว่า การวางแผนที่ดีแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แม้แต่การสร้างสรรค์งานศิลปะ..ที่น่าขันก็คือ น้อยคนที่อดนอนได้คะแนนดี
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี..ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่างประเทศ..เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมพบเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง
นั่นคือหลายคนมองการก้าวเท้าออกจากสำนักงานตรงเวลา "เป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก"
ผมรู้ความจริงภายหลังว่า ...คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง เสียสละเพื่อองค์กร น่ายกย่องชมเชย
บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี..เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ
หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ "มาสายกลับดึก" ด้วย แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุด..ทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต
ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา ..จึงต้องอยู่ดึกยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม

ลองคิดดู
การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้นผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็นยิ่งอยู่ดึก ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง


มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่างระวัง ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียว ก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามมือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับชั่วโมง ราวกับอยากบอกโลกว่า ..ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ยโลกรับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน

งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลาด้วย
งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม ..หรืออารมณ์ขึ้นลงไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของกฎเกณฑ์ "ตอกบัตร"ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป

บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน ..หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อย กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก
" คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก!
ไม่ต้องรอเทวดาบนสวรรค์วิมานมารับรู้ "
เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไปแล้ว..

----------------------------------------------------------------------------------

"แด่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อว่าแม่"

0 comments
เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้ เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง 
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา 
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น 
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน 
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน 
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า 'ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป...'' เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว 
เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก 
เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง 
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู) 
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ 
เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า 'แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก'เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ 
เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง 
เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว 
เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน 
เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า 
เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า 'แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย' 
เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า 'หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่'เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ 
เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อน ๆลับหลังว่า 'มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร' เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า 'แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย' เมื่อคุณอายุ 25 ปี (สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'อายคนอื่นเขาน่า แม่'
(
สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่' เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า 'สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่' เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า 'ตอนนี้ไม่ว่างเลย' เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า 'มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ' และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ 
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่'แม่' ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ'แม่'ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ 
ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหมคุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม 
รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก'แม่'ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็'รัก'ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ'รูป'ของแม่เท่านั้น 

ง่ายๆ

0 comments

.....................Peace be upon you....................





ง่ายที่จะ...ตัดสินความผิดพลาดของคนอื่น
ยากที่จะ...สำนึกถึงความผิดของตนเอง

ง่ายที่จะ...พูดโดยไม่คิด
ยากที่จะ...ไม่พูด

ง่ายที่จะ...ทำร้ายคนที่รักเรา
ยากที่จะ...เยียวยาบาดแผลที่เราทำไว้กับเขา

ง่ายที่จะ...อภัยให้คนอื่น
ยากที่จะ...ขอให้คนอื่นอภัยให้

ง่ายที่จะ...ตั้งกฎเกณฑ์
ยากที่จะ...ทำตามกฎนั้น 


ง่ายที่จะ...ฝันทุกค่ำคืน
ยากที่จะ...สู้เพื่อฝันนั้น 


ง่ายที่จะ...อวดความสำเร็จ
ยากที่จะ...ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี 


ง่ายที่จะ...ชื่นชมความงามของดวงจันทร์
ยากที่จะ...เห็นอีกด้านของมันที่ไม่สวยงามนัก 


ง่ายที่จะ...สะดุดหกล้ม
ยากที่จะ...ลุกขึ้นมาใหม่

ง่ายที่จะ...มีความสุขในทุกวัน
ยากที่จะ...เห็นคุณค่าที่แท้จริงของความสุขนั้น 


ง่ายที่จะ...สัญญากับใคร ๆ
ยากที่จะ...ทำตามสัญญานั้น

ง่ายที่จะ...บอกว่ารัก
ยากที่จะ...แสดงความรักนั้น

ง่ายที่จะ...วิจารณ์คนอื่น 

ยากที่จะ...ปรับปรุงตนเอง 

ง่ายที่จะ...ทำผิด
ยากที่จะ...เรียนรู้จากความผิดนั้น

ง่ายที่จะ...คิดที่จะปรับปรุง
ยากที่จะ...เลิกคิด แล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริงซะที

ง่ายที่จะ...คิดกับคนอื่นในแง่ร้าย
ยากที่จะ...ให้โอกาส และคิดว่าเขาอาจจะไม่เป็นเช่นที่เราคิด

ง่ายที่จะ...รับ
ยากที่จะ...ให้

ง่ายที่จะ...รักษาความเป็นเพื่อนด้วยคำพูด
ยากที่จะ...ทำตามความหมายของคำว่าเพื่อน


มันไม่ง่ายไม่ยากหากแต่ทำมันต่างหาก ทำด้วยจิตใจที่แข็งแรงปราศจากเสียงกระซิบ



Subject: ชายคนหนึ่งที่ชื่อ...

0 comments


ชายคนหนึ่ง เพิ่ง จะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอน อายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเส ธจาก โรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมอง ช้า
ไม่ ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น... ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจาก โรงเรียนเตรียมทหาร เวสต์พอยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคน นั้น...ถูกปฎิเสธอีก ครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคน นั้น...ได้รับอนุญาตให้ เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคน นั้น...เข้าไปอยู่ในหน้า ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้ สำเร็จ
ชายคนนั้น... ชื่อ "นาย พล ดักลาส แมคอาเธอร์"
ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่ สอง

ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิ เสธจากผุ้ บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น... ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า
เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนัก ดนตรี ที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บี เทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่น บาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีม โรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ ไมเคิล จอร์แดน"
หนึ่งในนักกีฬา บาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่ สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคน นั้น...สูญเสีย ความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมี อายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอด เยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน"
นักประพันธ์เพลงชื่อ ก้อง โลก

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่ พ่ายแพ้และล้มเหลว มาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลาย เป็นผู้สูงอายุ แล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น... ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรี อังกฤษ
ชายคนหนึ่งเรียนปริญญา ตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้ เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
ชายคน นั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จาก นักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น... ชื่อ "หลุยส์ ปาส เตอร์"
ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้ จัดการของแกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่าแกมันไป ไม่ถึง ไหนเลย
แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรส ลีย์"
หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิง คนนั้น...ทำ งานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดน ผู้อำนวยการบริ ษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ ดูถูกว่า
" เธอควรไปเรียนด้าน เลขาฯหรือไม่ก็ แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบ เกอร์
หรือที่รู้จักกัน ในนาม " มาริลีน มอนโร" นั่น เอง

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น... ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเส ธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้เดินหน้าเข้าศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจ โคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น... ปัจจุบันมีสินทรัพย์ รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญ สหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ
อภิมหา เศรษฐี อันดับสองของโลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคน นั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า " สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือ ผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น... เคย ถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอ ฟแวร์ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่ สามหรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์"
ผู้ก่อตั้งไมโคร ซอฟต์ มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลก
ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้  เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว
แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้ม เหลว

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก
บนโลกกลมๆ เบี้ยวๆใบนี้ สิ่งเดียวที่ไม่ควรคิดจะทำคือ "การยอมแพ้ "